คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมเฉลย รวมไว้ที่นี่แล้ว เหมาะสำหรับผู้เตรียมตัวสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ปี 2559-2560 ล่าสุด

รวมข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมเฉลย ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร ปี 2559 ล่าสุด
ค้นหาข้อมูล
ADVERTISEMENT

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

กรมขนส่งฯ เตรียมปรับสอบใบขับขี่ ปี 2560-2561 ยากขึ้นกว่าเดิม หวังลดอุบัติเหตุ

การขอใบอนุญาตใบขับขี่ในปี 2560 - 2561 กรมการขนส่งทางบกเตรียมปรับระบบสอบใบขับขี่ใหม่ ให้ยากขึ้นกว่าเดิม หวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา กรมขนส่งฯ เปิดเผยว่า จากสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเอเชีย และมากเป็นอันดับสองของโลก เฉลี่ยมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนชั่วโมงละ 1-2 คน จึงมีความพยายามที่จะปฏิรูปการสอบใบขับขี่ให้ดีขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวนข้อสอบ เพิ่มจำนวนชั่วโมงการอบรม และเตรียมให้โรงเรียนสอนขับรถเอกชนกว่า 80 แห่งทั่วประเทศไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ในปี 2561 โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมขนส่งทางบก

กรมขนส่งฯ เตรียมปรับสอบใบขับขี่ ปี 2560-2561 ยากขึ้นกว่าเดิม หวังลดอุบัติเหตุ

โดยการสอบภาคปฏิบัติ คาดว่าจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนเจ้าหน้าที่คน โดยตรวจวัดมาตรฐานการสอบทุกขั้นตอนอย่างเข้มข้น เพื่อยืนยันความถูกต้องแม่นยำมากกว่า ซึ่งสายตาเจ้าหน้าที่ ที่อาจคาดเคลื่อนหรือช่วยเหลือให้ผ่านได้ง่ายนั่นเอง

การเพิ่มเวลาอบรมจาก 4 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมง โดยการอบรมนั้นจะสลับกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้และการฉายคลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อเป็นอุทาหรสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนมือใหม่นั่นเอง ในปัจจุบันการสอบภาคทฤษฎีข้อสอบใบขับขี่มีทั้งหมด 50 ข้อ และในปี พ.ศ.2560 เป็นต้นไป การสอบใบขับขี่ใหม่ จะเพิ่มข้อสอบเป็น 60 ข้อ โดยใช้เกณฑ์เดิมคือ ผ่าน 90%

ADVERTISEMENT

การสอบใบขับขี่ ปี 2560 ที่จะถึงนี้ ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน ด้วยข้อสอบที่เพิ่มขึ้น และการอบรมที่นานขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าสอบใบขับขี่ ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้บนท้องถนนได้จริง และเป็นความรู้ที่ต้องใช้สอบให้ผ่าน 90% ขึ้นไป ฉะนั้นเราต้องตั้งใจฟังด้วยนะครับ

การสอบใบขับขี่ ปี พ.ศ. 2561 คาดว่ากรมการขนส่งทางบกจะส่งเสริมให้โรงเรียนสอนขับรถเอกชน กว่า 80 แห่งทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วม โดยทำหน้าที่สอบภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติแทนสำนักงานขนส่ง เพื่อลดภาระด้านบุคคลกร และเพิ่มช่องทางให้ผู้เข้าสอบใบขับขี่มากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูล http://car.kapook.com/view154810.html

Share:

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รวมแนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์พร้อมเฉลย 2559

รวมแนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์พร้อมเฉลย 2559-2560

ได้รวบรวมขั้นตอนต่างๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ป้ายแดง หรือผู้ที่จะต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ต้องเตรียมตัวเริ่มจากอะไรบ้าง ทั้งเอกสารหลักฐาน แนวข้อสอบใบขับขี่ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางต่อผู้ที่สนใจสอบใบขับขี่ อีกทั้งยังช่วยให้ทราบถึงกฎจราจรและเครื่องหมายจราจรต่างๆ ที่สำคัญอีกด้วย

รวมแนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์พร้อมเฉลย 2559

เริ่มจากมารู้จักขั้นตอนการขอใบขับขี่กันเถอะ! เราต้องเตรียมหลักฐาน เอกสารอะไรบ้าง รวมทั้งคุณสมบัติตัวบุคคล
ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์

แนวทางการสอบภาคปฏิบัติ
สอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภาคปฏิบัติ (ทดสอบขับรถ)

แนวทางการสอบภาคทฤษฎี
สอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภาคทฤษฎี (ทดสอบข้อเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ E-exam)

ตัวอย่างแนวข้อสอบภาคทฤษฎี เพื่อสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ได้รวบรวมไว้แต่ละหมวดไว้ที่นี้ เพื่อให้ง่ายต่อการการศึกษา

ADVERTISEMENT

ตัวอย่างข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลยแบ่งตามหมวด ดังนี้

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดเครื่องหมายพื้นทาง

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดป้ายบังคับ

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดป้ายเตือน

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดป้ายแนะนำ

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดมารยาทและจิตสำนึก

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดการบำรุงรักษารถ

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดรูปภาพจราจร

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดการรับรู้สถานการณ์อันตราย

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายอาญา

อัตราค่าธรรมเนียม
อัตราค่าธรรมเนียมทำใบอนุญาตขับขี่รถ ชนิดต่างๆ

ต่อไปนี้เราคงทราบรายละเอียดขั้นตอนการเข้าขอรับใบอนุญาตขับขี่กันแล้ว ซึ่งสามารถนำไปศึกษาเพิ่มเติมประกอบ เพื่อให้ผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไปได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ในการขับขี่รถ รู้กฏหมายจราจร ป้ายเตือนประเภทต่างๆ ทำให้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี

Share:

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

11 วิธีการขับรถให้ประหยัดน้ำมันที่สุด

การขับรถให้ประหยัดน้ำมันในยุคน้ำมันแพง ในชีวิตประจำวันเราต้องใช้รถยนต์ในการเดินทาง บางท่านอาจต้องใช้ทุกวัน เราจึงมีเทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมันมาฝาก มีทั้งหมด 11 วิธีด้วยกัน ดังนี้

11 วิธีการขับรถให้ประหยัดน้ำมันที่สุด

11 วิธีการขับรถให้ประหยัดน้ำมันที่สุด

1. สตาร์ทอุ่นเครื่องอยู่กับที่ อย่างเหมาะสม
การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ควรอุ่นเครื่องสัก 1 - 2 นาที ก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อมสตาร์ท การอุ่นเครื่องไม่ควรเบิ้ลเครื่องยนต์ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันที่สุด และไม่อุ่นเครื่องนานเกินไป หรือขับออกไปอย่างนิ่มนวลด้วยความเร็วรอบต่ำประมาณ 1 - 2 กิโลเมตรก็ได้

2. ไม่ขับรถออกเร็วกระชาก แบบรวดเร็วอย่างรุนแรง
ออกรถแบบกระชากดังเอี๊ยด หรือแบบรถแข่ง เบรกทุกครั้งแบบกระทืบ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมาก แถมยังเป็นการทำลายชิ้นส่วนต่างๆ ของรถ ทำให้สึกหรอมากขึ้น เป็นการลดอายุการใช้งานของรถให้สั้นลง นอกจากนี้ยังไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย

3. ไม่ขับรถเร็วเกินความจำเป็น
การขับรถเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นเกินความจำเป็น และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การใช้ความเร็วอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งเครื่องทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถทางไกล ที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. จะสามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

4. ออกรถ หรือขับนิ่ม ๆ บนคันเร่งแผ่วๆ
เมื่อรถเคลื่อนที่ออกไประยะหนึ่ง โดยให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับของแรงบิดที่เหมาะสมของรถรุ่นนั้นๆ หรือง่ายๆคือไม่ควรเกิน 2,000 – 2,500 รอบ/นาที (ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นต้องใช้อัตราเร่งที่มากกว่า) แล้วก็ค่อยๆ ให้เคลื่อนยนต์เปลี่ยนจังหวะเกียร์เองเรื่อยๆ (กรณีเกียร์อัตโนมัติ) พยายามควบคุมความเร็วให้สม่ำเสมอ ช่วนประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงความเร็วที่เหมาะสมได้ 2-5 %

5. ไม่บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดของรถ
การบรรทุกน้ำหนักของรถยนต์ ซึ่งในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนัก หรือสิ่งของหนักเกินไป ก็จะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น ทำให้รถมีอายุการใช้งานที่สั้นลง ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอสูงกว่าปกติ อีกทั้งยังเป็นการไม่ปลอดภัยต่อการควบคุมการขับขี่อีกด้วย

ADVERTISEMENT

6. ใช้เครื่องปรับอากาศให้พอดี
เปิดเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม เพราะการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และกินน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 10 % จึงควรปรับระดับความเย็น และความแรงของลมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ จะเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกทาง หนึ่งด้วย

7. ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อจอดนานๆ
การจอดรถเวลานานๆ ในขณะเครื่องยนต์กำลังทำงานนอกจากจะผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังสร้างมลภาวะเป็นพิษทางอากาศให้กับสิ่งแวดล้อมอีก ฉะนั้นการดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ต้องจอดเป็นเวลานานๆ หรือหากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่องยนต์ สามารถประหยัดน้ำมันถึง 3 – 5% และยังเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย

8. วางแผนการเดินทาง ช่วยประหยัดน้ำมัน
ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ควรมีจุดหมายที่ชัดเจน มีการวางแผนการเดินทาง เช่น ศึกษาเส้นทางลัด เลี่ยงเส้นทางรถติด ฟังรายงานจราจร จะช่วยให้ถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ปลอดภัย และช่วยให้ท่านประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่งด้วย

9. ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม และบรรทุกไม่สมดุล
มีการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเกินความจำเป็น เช่นเครื่องเสียงชุดใหญ่ ชุดตกแต่งภายนอก ฯลฯ ทำให้เครื่องยนต์รับภาระเพิ่มขึ้นและอุปกรณ์ บางอย่างทำให้ต้านลมและหนักทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน หรือแม้กระทั้งการบรรทุกไม่สมดุล ทำให้น้ำหนักตัวรถไม่บาลานซ์ ทำให้การควบคุมรถลำบากและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย

10. ขับรถขึ้นเขา ลงเขา ให้ประหยัดและปลอดภัย
เวลาขับรถขึ้นเขา และลงเขา ควรใช้เกียร์ต่ำ เร่งความเร็วให้สม่ำเสมอ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล ห้ามขับรถขึ้นเขา โดยใช้เกียร์สูง เพราะจะทำให้รถไม่มีแรงกำลังขับเคลื่อน และกินน้ำมันมากขึ้น และห้ามขับรถลงเขาด้วยเกียร์ว่างโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ทำให้เกิดอันตรายได้ ควรใช้เกียร์ต่ำและค่อยๆปล่อยรถให้ไหลลงไปตามรอบเครื่องยนต์เอง พร้อมควบคุมความเร็วให้สัมพันธ์กับเกียร์ ทำให้ประหยัดน้ำมัน

11. หมั่นตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง
หมั่นตรวจเช็คลมยางอยู่เสมอ ควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน (คู่มือรถ) ตรวจสภาพของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนด ตรวจไส้กรองไม่ให้อุดตันหรือชำรุด เพราะไส้กรองมีส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าอุดตันหรือชำรุดจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติ และจะสิ้นเปลืองน้ำมัน อย่าลืมปลดเบรกมือ เปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น ใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และเข้าตรวจเช็คสภาพตามระยะเวลาที่กำหนดในคู่มือ

Share:

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

7 พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุอุบัติเหตุบนท้องถนน

7 พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนี้

7 พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุอุบัติเหตุบนท้องถนน

1.ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุด แนะนำควรขับรถในอัตราความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. หรือขับตามที่กฎหมายกำหนด จะทำให้ปลอดภัย ช่วยลดความรุนแรง และประหยัดน้ำมัน

2.ตัดหน้าระยะกระชั้นชิด พฤติกรรมการขับรถไม่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่ว่ารถเล็กหรือรถใหญ่ อาจทำให้รถคันอื่นเกิดอาการตกใจ ทำให้เสียหลัก เกิดอุบัติเหตุได้ เราควรหมั่นสังเกตการณ์ มองแบบกวาดสายตา เริ่มจากระยะไกล กว้าง ใกล้ และหมั่นมองกระจกรถบ่อยๆ ไม่ขับฉวัดเฉวียน และมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางด้วย

3.ขับรถตามกระชั้นชิด เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุลักษณะรถชนท้ายคันหน้า เราควรทิ้งช่วงห่างที่ระยะปลอดภัย ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอที่จะสามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัยในยามคับขัน

4.เมาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ขับขี่รถโดยที่มีระดับแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ขับขี่เมาสุรา ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตได้ เนื่องจากความสามารถในการขับขี่ลดลง การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินช้าลงกว่าปกติ สายตาพร่ามัว เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ และอาจมีโทษจำคุก หรือ ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ถูกคุมประพฤติ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ แล้วแต่ระดับความผิด

ADVERTISEMENT

5.แซงรถอย่างผิดกฎหมาย ก่อนจะแซง ควรตรวจสภาพการจราจรทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วค่อยแซง และให้สัญญาณบอกรถคันอื่นก่อนแซง ควรปฏิบัติตามกฎจราจร

6.อาการง่วงแล้วขับ หากร่างกายมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ กินยาที่ส่งผลทำให้มีอาการง่วง หรือขับรถในระยะทางไกลติดต่อกันเป็นเวลานาน เหล่านี้เป็นสาเหตุเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เพราะผู้ขับขี่มีโอกาสหลับใน หรือวูบหลับในขณะขับรถ ทำให้รถวิ่งอย่างไร้การควบคุม เสี่ยงต่ออุบัติเหตุลักษณะประสานงาหรืออุบัติเหตุร้ายแรงอื่นๆ

7.ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ เพิ่งความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากว่าการขับในช่วงปกติ เนื่องจากขณะขับรถแล้วใช้โทรศัพท์ สมาธิของผู้ขับขี่จะอยู่ที่การสนทนาด้วย ทำให้สมาธิในการควบคุมรถลดน้อยลง หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินจะไม่สามารถหยุดรถได้ทันถ่วงที ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และอาจมีโทษผิดถูกปรับได้

เราควรตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากเราเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ เช่น การขับรถเร็ว ขับตัดหน้า ขับตาม เมาแล้วขับ ง่วงหลับ ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และไม่เคารพกฎจราจร เป็นต้น เมื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้แล้ว ก็จะสามารถลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เพิ่มความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

Share:

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทเตือน

เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางประเภทเตือน ต่อจากเครื่องหมายบนพื้นทางประเภทบังคับจากบทที่แล้ว ประเภทเตือนจะมีลักษณะและความหมายอย่างไร เราควรปฏิบัติอย่างไรบ้าง ดังนี้

เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทเตือน

ตัวอย่าง เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทเตือน ดังต่อไปนี้

เครื่องหมายขาวดำ

เครื่องหมายขาวดำ

ลักษณะเป็นแถบสีขาวสลับดำ แสดงหรือทำให้ปรากฏที่ขอบคันหินหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้เห็นขอบคันหินหรือสิ่งกีดขวางนั้นๆ ได้ชัดเจน

 

เส้นขอบทาง

เส้นขอบทาง

ลักษณะเป็นเส้นทึบหรือเส้นประหรือแถบสีขาว ยกเว้นเส้นขอบทางด้านติดกับเกาะกลาง หรือฉนวนแบ่งทิศทางจราจรที่กลางทางเป็นสีเหลือง

 

เส้นชะลอความเร็ว

เส้นชะลอความเร็ว

ลักษณะเป็นเส้นหลายๆ เส้นขวางช่องจราจรหรือช่องเดินรถ หมายความว่าให้ลดความเร็วลง และขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ADVERTISEMENT

 

ข้อความเตือนหรือแนะนำบนพื้นทาง

ข้อความเตือนหรือแนะนำบนพื้นทาง

ลักษณะแสดงเป็นอักษรข้อความ หรือข้อความและสัญลักษณ์ให้ปรากฏบนพื้นทาง หรือในบางกรณีอาจใช้ภาษาอังกฤษที่เข้าใจง่ายและเป็นคำสากลนิยม เพื่อแนะนำหรือเตือนการจราจร เช่น แสดงชื่อสถานที่ต่อท้ายลูกศรเตือน เพื่อให้ระมัดระวังสภาพทางหรือการจราจร หมายความว่าให้คนขับรถหรือคนเดินเท้าปฏิบัติตาม และระมัดระวังการใช้ช่องจราจรหรือเดินรถให้ถูกต้อง

 

เส้นแนวช่องจราจรผ่านทางแยก

เส้นแนวช่องจราจรผ่านทางแยก

ลักษณะเป็นเส้นประหรือเส้นทึบสีขาว แสดงแนวช่องทางจราจรบริเวณทางแยก หมายความว่าให้ขับรถไปตามแนวช่องการจราจรดังกล่าว

 

เส้นทางรถไฟผ่าน

เส้นทางรถไฟผ่าน

ลักษณะเป็นกากบาทสีขาวลากทแยงตัดกัน พร้อมมีอักษรโรมัน RR ประกอบ หมายความว่าทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่าน ให้ลดความเร็วลงและขับรถด้วยความระมัดระวัง

เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง ก็หมดเพียงเท่านี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถศึกษาได้ที่นี่ สามารถอ่านเพื่อเป็นแนวข้อสอบใบขับขี่ได้ ทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น หรือยังช่วยให้ทราบกฏจราจรและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป

Share:

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทบังคับ

เครื่องหมายจราจรบนพื้นทางประเภทบังคับ มีลักษณะและมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง หากเราพบเห็นเราควรปฏิบัติอย่าง ดังนี้

เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทบังคับ

ตัวอย่าง เครื่องหมายจราจร บนพื้นทางประเภทบังคับ ดังต่อไปนี้

Share:

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การขับรถสวนทาง ผ่านทางร่วมทางแยก และวงเวียน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับกฎจราจรบนท้องถนน มารยาทในการขับรถใช้ถนนร่วมกันกับผู้อื่น เราต้องปฏิบัติตามกฏจราจร เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัย และไม่เกิดอุบัติเหตุได้ วันนี้เรามารู้จักเรื่องการขับรถสวนทางกัน การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก และการขับรถผ่านวงเวียน ต้องปฏิบัติอย่างไร ดังต่อไปนี้ 

การขับรถสวนทางกัน

การขับรถสวนทางกัน

1. บนทางเดินรถ ให้ขับรถชิดซ้าย โดยถึงกึ่งกลางของทางเดินรถเป็นหลัก แต่ถ้าได้จัดแบ่งช่องเดินรถไว้ให้ถือเส้นหรือแนวที่แบ่งนั้นเป็นหลัก

2. ทางเดินรถที่แคบ เมื่อขับรถสวนทางกัน ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถ แล้วขับรถชิดซ้าย เพื่อให้รถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย

3. ทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนกันได้ ผู้ขับรถคันใหญ่กว่าต้องหยุดรถชิดขอบทางเดินรถด้านซ้ายก่อน เพื่อให้ผู้ขับรถคันเล็กกว่าขับผ่านไปก่อน ด้วยความระมัดระวัง

4. เมื่อมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ให้ลดความเร็วของรถหรือหยุดรถ เพื่อให้รถที่สวนมาผ่านไปได้

 

การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก

การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก

1. ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน

ADVERTISEMENT

2. ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน

3. ถ้าสัญญาณไฟเขียวปรากฏข้างหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถหยุดขวางอยู่จนไม่สามารถผ่านไปได้ ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุดจนกว่าจะสามารถเคลื่อนรถผ่านไปได้

ขับรถผ่านทางร่วมทางแยก

4. เมื่ออยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่สวนทางมาในทางเดินรถทางเดียวกันผ่านไปก่อน แล้วจึงเลี้ยวขวาได้

 

การขับรถผ่านวงเวียน

ขับรถผ่านวงเวียน

1. กรณีมีสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจร ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้น

2. กรณีไม่มีสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจร ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน

3. กรณีมีพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัย หรือสะดวกในการจราจร จะให้สัญญาณเป็นอย่างอื่น ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

Share:

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อัตราค่าธรรมเนียมทำใบอนุญาตขับขี่รถ ชนิดต่างๆ

อัตราค่าธรรมเนียม ในการขอทำใบอนุญาตขับขี่รถประเภท ชนิดต่างๆ ดังนี้  

อัตราค่าธรรมเนียมทำใบอนุญาตขับขี่รถ

1. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราว 1 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 100 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 105 บาท

2. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 500 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 505 บาท

3. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ชั่วคราว 1 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 50 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 55 บาท

4. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 250 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 255 บาท

5. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ 3 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 300 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 305 บาท

6. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ 3 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 150 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 155 บาท

7. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สามล้อชั่วคราว 1 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 50 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 55 บาท

8. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 250 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 255 บาท

ADVERTISEMENT

9. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สามล้อสาธารณะ 3 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 150 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 155 บาท

10. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถแทรกเตอร์ 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 250 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 255 บาท

11. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถบดถนน 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 250 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 255 บาท

12. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล 1 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 500 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 505 บาท

13. ขอทำ ใบอนุญาตขับขี่รถชนิดอื่นๆ นอกเหนือที่กล่าวมา เช่นรถที่ใช้งานทางด้านเกษตรกรรม 5 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 100 บาท บวกค่าคำขอ 5 บาท รวมเป็น 105 บาท

Share:

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับใบขับขี่รถยนต์ และอัตราโทษผู้ขับขี่

มารู้จักกับอัตราโทษผู้ขับขี่ เกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ เมาแล้วขับ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถกันนะครับ

อัตราโทษผู้ขับขี่

- หากเราขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

- หากเราขับรถยนต์มีใบขับขี่รถยนต์ที่สิ้นอายุแล้ว มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

- รถยนต์คันที่ขับขี่ นอกจากผู้ขับมีใบขับขี่แล้ว ในรถต้องมีสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถด้วย

- การต่อใบขับขี่รถยนต์ สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้าไม่เกิน 1 เดือน

- สามารถขอใบขับขี่รถส่วนบุคคล 5 ปีได้ จะต้องได้ใบขับขี่ชนิดชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

- การขอใบอนุญาตใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์
    กรุงเทพมหานคร : ยื่นคำร้องต่อกรมการขนส่งทางบกของแต่ละเขต
    ต่างจังหวัด : ยื่นคำร้องต่อสำนักงานขนส่งจังหวัด

- ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา ฯลฯ) ในขณะขับขี่หรือในขณะโดยสารอยู่บนรถ หรือในรถ ในขณะที่อยู่บนทาง ไม่ว่ารถนั้นจอดอยู่หรือเคลื่อนที่ ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ADVERTISEMENT

- ผู้ที่เป่าลมหายใจเข้าเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นผู้ขับขี่เมาสุรา

- เมาแล้วขับ อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต

- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ อัตราโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต

- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส อัตราโทษจำคุก 2 – 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 – 120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต

- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อัตราโทษ จำคุก 3 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

- การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถหรือรถติดไฟแดง จะมีความผิดถูกปรับตั้งแต่ 400 – 1,000 บาท

*เว้นแต่ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่รถไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น
*หากมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม ขณะขับรถ ให้ผู้ขับขี่รถจอดรถบริเวณไหล่ทาง

Share:

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย

ในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันกันคนอื่น แน่นอนเราก็ต้องไม่ประมาทและปฏิบัติตามกฎจราจร และยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายๆ ที่ต้องรู้เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ดังต่อไปนี้

การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย1.หมั่นตรวจตรารถ

รถที่ใช้ขับขี่ให้หมั่นตรวจตราแก้ไขข้อพบพร่องอยู่เสมอ ก่อนออกเดินทางให้ตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญๆ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น เครื่องยนต์ ยาง ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ที่ปัดน้ำฝน พวงมาลัย กระจกส่องหลัง ห้ามล้อ และนอตบังคับล้อ เป็นต้น

2.ศึกษาเส้นทาง ก่อนออกเดินทาง

ก่อนออกเดินทาง ให้ศึกษาเส้นทาง สภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม หากเป็นสถานที่ที่ไม่เคยไป ควรศึกษาแผนที่การเดินทางจากคู่มือ หรือแผนที่ต่างๆ ที่สามารถสำรวจเส้นทางนั้นได้ และเป็นเส้นทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือถามผู้รู้ก่อนออกเดินทางก็ได้ และที่สำคัญที่สุด เราจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายเตือนและเครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัด

3.ความชำนาญในการขับรถ

ความชำนาญในการขับรถ ขับรถเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน และสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิด รู้จักวิธีขับรถว่าควรจะทำอย่างไร เช่น เบรกแตกจะทำอย่างไร เป็นต้น

ADVERTISEMENT

4.รู้กฎจราจร

กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติไปแนวทางเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็ว อ่านเพิ่มเติม http://ข้อสอบใบขับขี่.blogspot.com

5.รู้มารยาทการใช้รถใช้ถนน

ผู้ขับขี่รถควรมีน้ำใจให้แก่กัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ไม่ฝ่าฝืนจราจร และข้อห้ามต่างๆ ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขับรถจักรยานยนต์ให้สวมหมวกนิรภัย ไม่ขับรถขณะเมาสุรา คาดเข็มขัดนิรภัย มีใบอนุญาตขับขี่รถ ขับรถไม่เกินความเร็วที่กำหนด เป็นต้น

6.รู้จักใช้ถนนอย่างถูกต้องและปลอดภัย

การเดินถนนให้เดินบนทางเท้า หรือถ้าไม่มีทางเท้าให้เดินชิดริมทางด้านขวาของถนน ข้ามถนนตรงทางม้าลาย หรือสะพานลอยปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าถนนเส้นนั้นไม่มีทางม้าลายหรือสะพานลอย ก่อนข้ามถนนต้องหยุดมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีรถแล่นผ่านมาจึงรีบข้ามไปอย่างรวดเร็วได้

Share:
Copyright © รวมข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมเฉลย ปี 2559 ล่าสุด | Powered by Blogger Design by ronangelo | Blogger Theme by NewBloggerThemes.com |